[TVXQ Fiction] Close To You - Chapter#16
posted on 19 Aug 2011 14:59 by touchholic in CloseToYouChapter#16
ร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนสี่เสาที่มีม่านอยู่โดยรอบ ราวกับเจ้าหญิงที่รอให้เจ้าชายมาจุมพิตเธอให้ตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความฝันที่กักขังเธอเอาไว้ เปลือกตาของร่างบางค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตจับจ้องไปที่เพดานอย่างแน่วแน่ เป็นสายตาที่ว่างเปล่า แจจุงก้มมองร่างของตัวเองที่มีแขนข้างหนึ่งพาดทับเอาไว้ เค้าพลิกตัวหันไปทางซ้าย ใบหน้าคุ้นตานั้นอยู่ห่างจากเค้าไม่ถึง 10 เซนฯด้วยซ้ำ แจจุงจ้องมองใบหน้าที่คุ้นตานั้น
“ยุนโฮ....”
ร่างบางครางออกมาเพียงเบาๆ ... เค้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง... แจจุงหลับตาลงอีกครั้งหนึ่ง พยายามดึงสติที่แทบจะไม่หลงเหลือนั้นกลับมาอีกครั้ง... ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกที
ใบหน้ายุนโฮหายไปแล้ว... แขนข้างที่พาดทับอยู่บนตัวของเค้าเมื่อครู่ก็หายไป...
...ภาพลวงตา...
แจจุงพลิกกลับมานอนตรงอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปที่เพดานเหมือนเดิม พยายามสกัดกั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา... ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ร่างบางรู้สึกไม่ดีเอาซะเลยเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีร่างของยุนโฮอยู่ข้างๆ ไม่มียุนโฮให้กอด... ไม่มียุนโฮที่กอดเค้าไว้ แล้วยิ้มรับวันใหม่เหมือนอย่างที่ผ่านมา แม้ช่วงเวลาเหล่านั้นจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เกิดขึ้นกับแจจุงก็ตามที แต่เค้ารู้สึกราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเค้าไปแล้ว...
ราวกับว่ายุนโฮเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเค้า
แต่แล้วความเงียบก็ถูกทำงายเมื่อร่างบางได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากหน้าห้องนอนของเค้า มีเสียงผู้ชาย 2-3 คนพูดโต้ตอบกันไปมาอยู่หน้าห้อง พังเหมือนน้ำเสียงของคนเถียงกันซะมากกว่า แจจุงพยายามเงี่ยหูฟังจากบนเตียง...เค้าคุ้นหูเกือบทุกเสียง
...เสียงผู้จัดการส่วนตัว...
...พี่ฮีซอล!!!...
แจจุงใช้แขนทั้งสองข้างยันร่างนั้นลุกขึ้นจากเตียง แม้พลังกายยังเหลืออยู่บ้าง แต่พลังใจของเค้านั้นอ่อนล้าเต็มที แจจุงเดินโซซัดโซเซไปที่ประตูห้องเอาหูแนบลงกับประตูเพื่อพยายามฟังเรื่องที่คนข้างนอกกำลังสนทนากันอยู่ คนด้านนอกพูดชื่อเค้าขึ้นมาหลายทีแต่แจจุงก็จับใจความไม่ได้ว่าคนพวกนั้นพูดเรื่องอะไรกัน... แต่แล้วร่างบางก็ต้องกระโดดออกห่างจากประตูเมื่อประตูสั่นอย่างแรงกระแทกเพราะอะไรบางอย่าง มีเสียงปลดล๊อกจากด้านนอกตามมา ก่อนประตูจะเปิดออกอย่างแรงจนแทบจะหลุดออกเพราะแรงผลัก แจจุงสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นแววตาของผู้จัดการส่วนตัวของเค้า ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ผู้จัดการส่วนตัวเค้าก็ตรงมาที่แจจุงมือหนาชูขึ้นกลางอากาศก่อนจะเหวี่ยงลงมาอย่างแรงสัมผัสบนแก้มที่แดงช้ำอยู่แล้ว เกิดเสียงดัง ‘เพี๊ยะ’ ลั่นห้องมากกว่าครั้งไหนๆ แจจุงยังคงไม่พูดอะไรเค้าเม้มปากที่มีเลือดไหลออกมาซิบๆนั้นไว้แน่น ฮีซอลวิ่งเข้ามาบังร่างของน้องชายทันที
“คุณบอกจะไม่ทำอะไรแจจุง!!” น้ำเสียงฮีซอลฟังดูเกรี้ยวโกรธอย่างที่แจจุงไม่เคยได้ยินมาก่อน
“มันแทบทำชีวิตชั้นพัง...จะให้ชั้นอยู่เฉยๆหรอ ห๊ะ!!” ผู้จัดการส่วนตัวแจจุงผลักร่างฮีซอลออก แจจุงตกใจจะลุกไปพยุงฮีซอลแต่ก็ถูกสกัดไว้ด้วยมือและเท้าของผู้จัดการส่วนตัวที่ระดมฟาดมาบนร่างกายเค้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ร่างบางได้แต่นั่งกอดตัวเองเอาไว้ ยอมรับการกระทำนั้นโดยไม่ตอบโต้อะไรสักอย่าง ฮีซอลวิ่งเข้ามากอดร่างแจจุงไว้เพื่อกันไม่ให้น้องถูกทำร้ายไปมากกว่านี้
“พอได้แล้ว!!” เสียงตะคอกที่ทุ้มตำฟังดูหน้าเกรงขามดังมาจากชายสวมสูทตัวใหญ่ด้านหลัง....ผู้จัดการร้านนั่นเอง ผู้จัดการส่วนตัวของแจจุงหยุดทำร้ายแจจุง มองหน้าร่างบางด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะเดินไปทางผู้จัดการร้าน แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อหมัดหนักๆของผู้จัดการร้านปะทะบนใบหน้าของผู้จัดการส่วนตัวของแจจุง ร่างนั้นถึงกับกระเด็นออกไป ทั้งแจจุงและฮีซอลสะดุ้งเฮือก เงยหน้ามองผู้จัดการร้านแบบงงๆ
“ออกไปจากห้องนี้เดี๋ยวนี้!!” น้ำเสียงเด็ดขาด... แม่แต่ฮีซอลและแจจุงยังสะดุ้ง ผู้จัดการร้านทำท่าไม่พอ ใจก่อนจะกระแทกเท้าเดินออกจากห้องไป
ผู้จัดการร้านก้าวเข้ามาทางแจจุงและฮีซอลช้าๆ ฮีซอลกอดร่างน้องชายไว้แน่น... พวกเค้าทั้งสองคนแทบไม่เคยเจอผู้จัดการร้านคนนี้มาก่อน... ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี...แต่จากประสบการณ์ที่พวกเค้าได้เจอจากผู้จัดการส่วนตัวของเค้าทั้งสองคน...จะให้มองว่าคนที่ดูแลงานพวกนี้เป็นคนดีนั้น...คงเป็นไปไม่ได้
ผู้จัดการร้านนั่งยองๆลงตรงหน้าทั้งสองคน เอื้อมมือเข้าไปในชุดสูทก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าลายเบอเบอร์รี่สีน้ำตาลออกมายื่นให้แจจุง แววตาดุๆที่ดูหน้าเกรงขามเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นแววตาอ่อนโยนราวกับพ่อที่โอบอุ้มเค้าทั้งสองคนไว้
“เช็ดหน้าซะ” แม้แต่น้ำเสียงเกรี้ยวโกรธเมื่อครู่ก็เบาลงอย่างอบอุ่น แจจุงรับผ้าเช็ดหน้านั้นมา
“ขอบคุณครับ” ร่างบางตอบ... แต่สิ่งที่เค้าอยากจะพูดมากที่สุดไม่ใช่คำนี้ แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ต่างหาก... นี่มันเกิดอะไรขึ้น???
“ชั้นไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพนักงานในร้านจะถูกทำร้ายแบบนี้....” ฝ่ามือหนาสัมผัสลงบนใบหน้าแจจุงอย่างอ่อนโยน ร่างบางสะดุ้งเพราะตอนแรกคิดว่าจะโดนตบเป็นรอบที่สอง แต่ผิดกันฝ่ามือนั้นเพียงแค่สัมผัสลงมาเบาๆ อย่างทะนุถนอมราวกับว่ากลัวว่าร่างบางตรงหน้าจะช้ำไปมากกว่านี้
“ต่อไปนี้ชั้นคงต้องจัดระเบียบร้านใหม่ซะแล้วหล่ะมั้ง... ขอบใจนะฮีซอล...” ผู้จัดการหันมาทางฮีซอลรอยยิ้มนั้นดูไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด ฮีซอลยิ้มรับ
“ไม่เป็นไรครับ....” ฮีซอลเอ่ย
ผู้จัดการร้านพยุงร่างแจจุงขึ้นมาโดยมีฮีซอลช่วยอยู่ข้างๆ แจจุงลุกขึ้นยืนอย่างงงๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเค้ากันแน่ เค้าอยากได้คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้... แต่ก็ไม่กล้าถามออกมา มีเพียงแววตาที่ฉายแววสงสัยมองไปทางฮีซอลที่พยักหน้าให้เค้าเหมือนจะบอกว่า จะเล่าเรื่องให้ฟังทีหลัง
อีกครั้งที่ผู้จัดการร้านเอื้อมมือเข้าไปในชุดสูท... ก่อนจะหยิบสมุดบัญชีออกมาเล่มหนึ่ง...ยื่นให้แจจุง แจจุงรับมาแบบงงๆ ละแน่นอนว่าเค้าต้องหันไปทำหน้าสงสัยใส่ฮีซอล แต่ก็นั่นแหละดูเหมือนฮีซอลเองก็จะไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน
“นี่เป็นรายได้ที่หักค่าใช้จ่ายต่างๆของนายทั้งหมดตลอด 2 ปีที่ทำงานที่นี่... มันอาจจะไม่มากนัก... เพราะชั้นมารู้ตอนหลังว่าผู้จัดการส่วนตัวของนายหักค่าตัวนายแต่ละครั้งเกือบครึ่ง... แต่ชั้นก็โอนเงินเข้าให้นายแล้ว...คิดว่าคงจะไม่น้อยไปกว่าที่ผู้จัดการนายหักไปมากนักหรอก...” ผู้จัดการร้านบอกเมื่อเห็นแววสงสัยทั้งสองคน
“ขะ...ขอบคุณครับ...” แจจุงยังคงตอบไปตามมารยาททั้งๆที่เค้าไม่เข้าใจเรื่องที่ผู้จัดการร้านพูดอยู่เลยสักนิดเดียว
“แล้วจะไปยังไงหล่ะ... จะให้คนรถที่นี่ไปส่ง... หรือว่ายังไง” คราวนี้ผู้จัดการร้านหันมาทางฮีซอล
“มีคนมารับครับ... เอ่อ... ขอผมไปส่งน้องได้มั๊ยครับ...” น้ำเสียงฮีซอลฟังดูอ่อนน้อม ผู้จัดการร้านพยักหน้ารับ
“จากนี้ไปก็ดูแลตัวเองดีๆหล่ะ...” ผู้จัดการร้านบอกก่อนจะเดินออกไป ฮีซอลและแจจุงโค้งให้จนผู้จัดการร้านเดินหายออกไปจากสายตาของเค้าทั้งสองคน
“พี่ไม่เคยคิดว่าผู้จัดการร้านจะใจดีขนาดนี้มาก่อนเลยนะ...” ฮีซอลพูดอย่างประทับใจ แจจุงพยักหน้ารับ
“พี่...แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ!!” แล้วแจจุงก็ถามออกมาจนได้... เค้าอยากจะถามคำถามนี้มาตั้งนานแล้ว ฮีซอลยิ้มรับ... ก่อนจะยิ้มให้น้องชายบางๆ
“ออกไปข้างนอกเดี๋ยวก็รู้เองแหละ...” ฮีซอลจูงมือแจจุงออกมาจากนอกห้องทั้งๆที่ร่างบางยังสวมเพียงแค่ชุดนอน แจจุงเดินตามไปแบบงงๆ เค้าไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ออกมาเดินข้างนอกห้องแบบนี้อีกครั้ง ร่างบางเดินตามไปจนมาถึงประตูด้านในของคลับฮีซอลก็หยุดแล้วหันมาทางแจจุง หยิบผ้าเช็ดหน้าในมือแจจุงมาซับเลือดที่ปากของร่างบาง
“ถ้าพวกนั้นเห็นนายหน้าแบบนี้จะทำหน้าแบบไหนกันเนี่ย...” น้ำเสียงกึ่งเศร้าใจและดีใจปนกัน
...พวกไหน???...
แต่แล้วทันทีที่ก้าวออกมาจากประตูร้าน คำถามเมื่อครู่ก็ได้รับคำตอบทันที เมื่อร่างของคนสองคนตรงหน้าที่วิ่งมากอดเค้าไว้นั้น ทำเอาแจจุงน้ำตาเอ่อไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“แจจุง... พวกชั้นคิดถึงนายแทบแย่เลยรู้มั๊ย???” น้ำเสียงแหลมสูงนี้แจจุงจำได้ดีเลย
“ดีใจจริงๆที่ได้เจอนายอีกครั้งเนี่ย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของคนขี้เล่นนี่ก็จำได้
“ผมคิดถึงแจจุงที่สุดเลย!” น้ำเสียงน้องเล็กนี่ก็จำได้ แต่...
...อ้าว...ไหนชางมินหล่ะ!!...
แจจุงมองไปสองร่างที่กอดเค้าอยู่แต่ก็เห็นแค่จุนซูกับยูชอนเท่านั้น แต่เค้าไม่ได้หูฝาดแน่ๆ ... เค้าได้ยินเสียงชางมินจริงๆนะ...
“อะ...เอ่อ...ผมไม่ใช่แจจุงนะ...” ฮีซอลพูดแบบเขินๆ เมื่ออยู่ๆก็ถูกร่างสูงวิ่งเข้ามากอดเค้า... แจจุง จุนซูและยูชอนหันไปมองทางฮีซอลที่ถูกชางมินกอดไว้อยู่...กอดแน่นเลยด้วย...ดูเหมือนชางมินจะปล่อยกอดออกอย่างเสียดาย
“อะ...อ้าว...ไม่ใช่แจจุงหรอ?? เห็นสวยๆเหมือนกันนึกว่าแจจุง ฮ่ะๆๆๆ” น้องเล็กของบ้านหัวเราะแบบแก้เขิน แต่คนที่ผ่านโลกมามากมายอย่างยูชอนนั้นดูออกได้เลยว่าชางมินตั้งใจเข้าไปกอดฮีซอลชัดๆ!!
“พะ...พวกนายมาได้ยังไงน่ะ” แจจุงถามอย่างดีใจ เค้ารีบเอาผ้าเช็ดหน้าในมือเช็ดน้ำตาออกอย่างเร็วเพราะกลัวทั้งสามคนจะเห็น
“เฮ้ย!! หน้านายเป็นไรอะ??” จุนซูถามอย่างตกใจ
“ไม่มีเวลาแล้วนะ... อีกครึ่งชั่วโมงยุนโฮมันจะแสดงแล้ว!! ไปคุยกันในรถเหอะ!” ยูชอนมองนาฬิกาข้อมือ พอเห็นแบบนั้นแล้ว ทั้ง 5 คนจึงรีบขึ้นรถที่ยูชอนขับมาจากบ้านอย่างไว
“ว่าแต่ทำไมหน้านายถึงเป็นรอยแบบนั้นหล่ะ นี่นายถูกทำร้ายขนาดนี้เลยหรอ?????” จุนซูที่นั่งเบาะหน้าข้างยูชอน หันหลังกลับมาถามแจจุง ที่นั่งอยู่ข้างหลังถูกขนาบข้างโดยฮีซอลและชางมิน แม้ฮีซอลจะเล่าเรื่องนี้มาบ้างแล้วแต่จุนซูก็ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาขนาดนี้
“ก็นิดหน่อยอะ!!” แจจุงตอบ
“เฮ้ย!! นี่มันไม่นิดหน่อยแล้วนะ! นี่เค้าเรียกโดนซ้อมเลยหล่ะ!!!!!!!!!” ยูชอนที่มองแจจุงจากกระจกด้านหลังร้องอย่างตกใจ
“ใช่ๆ ฟ้องมันเลยดีมะ??” ชางมินพูดกึ่งทีเล่นทีจริง
“ไม่ได้นะ” ฮีซอลร้องห้ามออกมา ทำเอาชางมินนั่งเงียบไปเลย
“แล้ว... ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นหรอ?? พี่... ทำไมผมถึงได้ออกมาข้างนอกอีกหล่ะ??... แล้ว...” แจจุงยื่นสมุดบัญชีที่ผู้จัดการร้านให้ให้ฮีซอล
“ต้องขอบใจเพื่อนนายพวกนี้นะแจจุง... “ ฮีซอลบอก ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง โดยมีจุนซู ยูชอน และชางมินสลับกันเล่าให้แจจุงฟัง เริ่มตั้งแต่ที่ฮีซอลเจอรูปที่แจจุงถ่ายคู่กับยุนโฮ จนกระทั่งทั้งสามคนนี้ตามมาหาแจจุงถึงที่คลับ รวมไปถึงแผนการแฮคระบบเพื่อช่วยแจจุงออกมาของชางมิน ที่มีฮีซอลคอยช่วยเหลือส่งข้อมูลบางอย่างให้จากทางร้านอีกทีหนึ่ง และขั้นตอนสุดท้ายการส่งคลิปวิดีโอและข้อมูลต่างๆที่พวกเค้าได้มาไปแบล๊คเมล์นักการเมืองที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของคลับ และเพราะไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ ทางคลับจึงต้องจำใจปล่อยแจจุงออกมา ร่างบางนั่งฟังเรื่องที่ทั้งสี่คนนี้สลับกันเล่า เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เค้ารู้คือ...เค้าเป็นอิสระแล้วจริงๆ เค้าได้ออกมาจากสถานที่แบบนั้นแล้วจริงๆ...
“ขอบใจพวกนายมากเลยนะ...ขอบใจจริงๆ...” แจจุงพูดขอบคุณทั้งน้ำตาก่อนจะโผเข้ากอดชางมินที่นั่งข้างๆเอาไว้แน่น ความสุขสมที่หลั่งไหลเข้ามาในตอนนี้ทำเอาร่างบางลืมความเจ็บที่ร่างกายไปซะหมด จากนี้ไปเค้าไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวล ระแวง กลัว หรืออยู่ด้วยการฝืนใจทำอะไรอีกต่อไปแล้ว
...ชั้นเป็นอิสระแล้ว...
“ดีนะที่ไอ้ยุนโฮมันไม่เห็นน่ะ” จุนซูพูดล้อเลียน ทำเอาทั้งรถหัวเราะร่าไม่เว้นแม้กระทั่งฮีซอล แม้ว่าเค้าจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรดีเท่าไหร่ แต่จากที่จุนซูเล่าเรื่องความรักของแจจุงและยุนโฮให้เค้าฟัง ฮีซอลก็พอจะจินตนาการออกว่า ยุนโฮจะหึงขนาดไหนถ้าแจจุงมากอดคนอื่นแบบนี้ ร่างบางปล่อยกอดออกทันทีเมื่อได้ยินชื่อยุนโฮ
“จะได้เจอยุนโฮแล้ว... นี่ชั้นจะได้เจอยุนโฮแล้ว....” แจจุงพูดออกมาจนแทบจะฮัมเป็นเพลงด้วยความดีใจ ยูชอน ชางมิน และจุนซูมองหน้ากัน ก่อนจะแอบหัวเราะกันเบาๆ แล้วพูดขึ้นมาพร้อมกัน
“ใช่!! แจจุงจะได้เจอยุนโฮแล้ว!!”
...แต่ก็แค่ได้เจออะนะ...
จุนซูหัวเราะคิกๆ ฮีซอลมองทั้งสามคนแบบประหลาดใจในท่าทางมีพิรุธแต่ดูเหมือนว่าแจจุงจะไม่สงสัยเลยสักนิด ร่างบางเอาแต่ฮัมเพลงที่แต่งขึ้นมาเองอย่างมีความสุข เนื้อหาที่ร้องก็ไม่มีอะไรมาก เพราะดูเหมือนจะมีแค่ชื่อยุนโฮวนไปวนมาอยู่แค่นั้น มีชางมินคอยเป็นคอรัสให้บ้าง ฮีซอลหัวเราะ ก่อนจะหันมาสนใจสมุดบัญชีในมือที่แจจุงยิ่นให้เค้า ฮีซอลเปิดออกดูแม้จะเป็นบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา แต่ก็มีเงินโอนเข้าบัญชีทุกวัน ฮีซอลเปิดดูจำนวนเงินแต่ละหน้า... ไม่มีการถอนออก มีแต่ฝากเข้าเท่านั้น.. ยอดเงินยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกือบสม่ำเสมอ จนถึงบรรทัดสุดท้ายที่มีจำนวนเงินเจ็ดหลักโอนเข้ามานั้น ทำให้ยอดเงินในบัญชีขึ้นหลักที่เก้าพอดี แจจุงที่เห็นฮีซอลเปิดดูสมุดบัญชีจึงเลิกร้องเพลง แล้วหันมาทางฮีซอลแทน
“มันคืออะไรหรอพี่...” ร่างบางชะโงกหน้าไปมองตัวเลขในบัญชี
“ก็สมุดบัญชีนายไง” ฮีซอลตอบยังคงจ้องยอดเงินในนั้นแทบไม่กระพริบตา... นั่นแทบจะเท่ากับรายได้ของเค้าที่อยู่ในคลับมาสี่ปีเลยทีเดียว
“ของผม??? ผมไม่เคยมีสมุดบัญชีซะหน่อย…แล้วผมก็ไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกนะ” แจจุงมองตัวเลขเก้าหลักในบัญชีแล้วหัวเราะ ชางมินที่นั่งข้างๆ ก็ชะโงกหน้ามามองอย่างสนใจ และทันทีที่เห็นยอดเงินในบัญชีน้องเล็กก็ตาโตเป็นไข่ห่าน... เก้าหลัก!!...
“ของนายจริงๆนะ... ที่คลับคงเปิดไว้ให้... นี่... รายได้นายตั้งแต่นายเป็น Queen ของคลับ...” ฮีซอลเปิดตั้งแต่หน้าแรกให้แจจุงดู แต่คงเพราะนี่อาจจะเป็นสมุดเล่มที่ 2...3....หรือเล่มที่ 10 แล้ว เพราะยอดเงินบรรทัดแรกนั้นเริ่มด้วยตัวเลขถึงแปดหลัก แจจุงมองแบบงงๆ ยังคงไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นเงินของเค้าจริงๆ
จุนซูที่นั่งอยู่ข้างหน้าทำหน้าสนอกสนใจออกนอกหน้าจนฮีซอลสังเกตเห็น เค้าจึงยื่นสมุดบัญชีให้จุนซูดู ทันทีที่จุนซูเห็นตัวเลขในบัญชีก็ตกใจรีบยื่นให้ยูชอนดูทันที... ยูชอนที่เห็นแบบนั้นก็แทบจะเหยียบเบรกด้วยความตกใจ... แต่ยังดีที่เค้ายังคุมสติตัวเองเอาไว้ได้ รถเลยแค่กินเลนขวาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่ยูชอนจะหมุนพวงมาลัยกลับมาที่เลนเดิม
“นี่นายได้เงินดีขนาดนี้เลยหรอเนี่ย!! พระเจ้า!” ยูชอนอุทานออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะหันไปมองจุนซู แล้วเริ่มส่งสายตาประหลาดๆให้ แต่จุนซูก็พอจะเดาสายตาของยูชอนที่ส่งความหมายมาว่า ‘นายไม่สนใจบ้างหรอ’ ที่ยูชอนส่งมาได้
“หง่ะ.... นี่นายจะให้ชั้นไปทำงานแบบนี้หรอ??? คนบ้า!!” จุนซูเอามือตีแขนยูชอนอย่างแรง
“ป่าวจ้า.... ก็แค่ถามเล่นๆน่ะ... แหม... ใครจะให้สุดที่รักไปทำให้คนอื่นหล่ะจริงมั๊ย???” ยูชอนหัวเราะ จุนซูจึงเลิกตีก่อนจะหันมาสนใจสมุดบัญชีต่อ เค้าเริ่มเปิดดูไปมา
“พี่ฮีซอล... ถ้างั้นพี่ก็เลิกทำงานนี้เถอะนะ... นะ.... ผมมีเงินขนาดนี้แล้ว... ผมเลี้ยงพี่เองก็ได้นะ... พี่เลิกเถอะนะ...” แจจุงจับแขนฮีซอลเขย่าเบาๆ แต่ฮีซอลยิ้มตอบกลับเพียงบางๆ
“ไม่ได้หรอก... พี่จะให้นายเลี้ยงพี่ได้ยังไง... พี่เองเคยเป็นคนบอกจะเลี้ยงนายเองไม่ใช่หรือไง... แล้วที่สำคัญ ถ้าพี่เลิกทำงานนี้... แล้วใครจะส่งน้องพี่เรียน... ใครจะส่งเงินให้ที่บ้านพี่หล่ะ... จริงมั๊ย??” น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนทุกที แต่แจจุงส่ายหน้า เค้าไม่อยากจะยอมรับเหตุผลข้อนี้เลย
“ไม่เอา... พี่เลิกเถอะนะ... ผมเลี้ยงพี่ได้จริงๆนะ... นะ” ร่างบางยังคงเซ้าซี้ต่อไป แต่ฮีซอลยังส่ายหน้าปฏิเสธเค้าเอามือลูบศีรษะแจจุงเบาๆอย่างทะนุถนอม
“นายบอกอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองไม่ใช่หรอ??? ... พี่ว่าเก็บเงินพวกนี้ไว้ทำความฝันนายให้เป็นจริงดีกว่านะ... พี่น่ะ ทำงานนี้อีกแค่ไม่กี่ปี เดี๋ยวก็เลิกแล้ว... แล้วที่สำคัญพี่ก็ชินแล้วด้วย... ไม่เป็นไรหรอก.... พี่จะมีความสุขที่สุด ก็เมื่อพี่เห็นน้องชายของพี่มีความสุขนี่แหละ... นายเป็นความสุขของพี่นะ...” แจจุงโผเข้ากอดฮีซอลไว้ พี่ชายที่เค้ารักเหมือนพี่แท้ๆ แม้จะต่างสายเลือด แต่ก็ผูกพันกันยิ่งกว่าสายเลือดเดียวกันซะอีก
ชางมินที่นั่งข้างๆ ได้แต่เหล่ตามองแจจุงกับฮีซอลที่กอดกันไว้แน่น... ประโยคที่แจจุงพูดกับฮีซอลเมื่อครู่นี้... ชางมินอยากจะเป็นคนพูดประโยคนั้นซะจริงๆ...
ยูชอนมองนาฬิกาข้อมือ... อีก 5 นาที จะเริ่มแสดงแล้ว.. ว่าแล้วยูชอนก็หันไปพยักหน้าให้จุนซู เหมือนรู้กัน จุนซูพยักหน้ารับแล้วแอบยิ้มก่อนจะหันมาทางแจจุง
“นี่แจจุง... คือ... ชั้นมีอะไรจะบอกน่ะ...” จุนซูเรียกความสนใจจากร่างบาง แจจุงหันมามอง
“หืม??” ขานรับในลำคอเพียงเบาๆ
“คือ... พวกชั้นมีแผนนิดหน่อยน่ะ... เรียกว่าแผนเซอร์ไพรส์ยุนโฮ... อยากให้นายช่วยหน่อย...ได้มั๊ย???” จุนซูบอก แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันแบบงงๆ มองจุนซู ยูชอน และชางมินที่ยิ้มแบบมีเลสนัยกันทั้งสามคน
“ยังไงหรอ??” ร่างบางยังไม่รับปากซะทีเดียว อยากเจอยุนโอจะขาดใจแล้ว... แล้วยังจะมีแผนอะไรอีกหล่ะนี่??? จุนซูที่เห็นแจจุงถามกลับเลยเริ่มอธิบายแผนให้ฟังทันที... ร่างบางฟังจุนซูกับชางมินสลับกันอธิบายแผนการให้ฟังไปเรื่อยๆ
“มะ...ไม่เอานะ...” แจจุงตอบปฏิเสธในทันทีที่จุนซูเพิ่งจะบอกแผนมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น
“แล้วชั้นจะให้ยุนโฮมันชดใช้ให้นายสิบเท่าเลย เอ้า!!” จุนซูบอก แจจุงไม่อยากจะยอมรับเลย... แผนการอะไรกันเนี่ย... แบบนี้มันทำร้ายจิตใจเค้าชัดๆ แต่พอได้ยินข้อต่อรองของจุนซูแล้ว... ร่างบางก็หันไปขอความเห็นกับฮีซอล ซึ่งฮีซอลก็พยักหน้าเหมือนเป็นเชิงเห็นด้วย... จะว่าไปฮีซอลเองแค่ฟังก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว... เค้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วยุนโฮจะทำยังไง
ทันทีที่แจจุงตกลงทั้งสามคนก็แจงแผนการต่อจนจบทันที ร่างบางรับมาแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก... แต่ถ้าเทียบว่าจากนี้ไปเค้าจะได้มียุนโฮอยู่ข้างๆ และได้อยู่ข้างๆยุนโฮตลอดไป... แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้มแล้วหล่ะ...
ยูชอนหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้ามาในมหาลัย เค้ามองนาฬิกาข้อมือ... เลยเวลาแสดงมาเกือบ 5 นาทีแล้ว... แต่ก็ดูเหมือนเค้าจะไม่รีบร้อนเลยสักนิด จุนซูหันมาสบตายูชอนก่อนจะขยิบตาให้
... ตามแผนเป๊ะๆ! ...
ย้อนไปเมื่อ 5 นาทีก่อนเริ่มแสดง.... ทางด้านยุนโฮที่เอาแต่เดินวนไปมากระสับกระส่ายอยู่หลังเวทีเอาแต่จ้องนาฬิกาที่แขวนอยู่ตรงผนังด้านหลังเวทีแทบจะทุกๆ ครึ่งนาที... เค้ารู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะควบคุมไม่ได้... แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เค้าต้องแสดงละครเวที แต่มันก็เป็นการแสดงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเค้า... และที่สำคัญเป็นการแสดงที่เค้าแทบจะฝากอนาคตต่อจากนี้เอาไว้เลยก็ว่าได้... ยุนโฮเดินไปเดินมา.. ท่ามกลางความวุ่นวายของทีมงานคนอื่นๆทางหลังเวที
แต่นั่นไม่สำคัญเท่าความคิดเค้าที่ล่องลอยไปไกลอยู่ตอนนี้... ยุนโฮเดินกลับไปที่กระเป๋าเป้ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง เค้าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองเป็นรอบที่ร้อยของเช้านี้แล้ว... ครั้งสุดท้ายที่ยุนโฮติดต่อ ชางมิน จุนซู และยูชอนได้คือตอนแปดโมงเช้า... แต่นี่ปาเข้าไปจะ 11 โมงแล้ว เค้าโทรหาทั้งสามคนนั้นไม่ติดเลย... ยุนโฮไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นเหตุบังเอิญที่ว่า... ทั้ง 3 คน พร้อมใจกับแบตโทรศัพท์หมดขึ้นมากะทันหัน... ถึงประโยคสุดท้ายที่ได้คุยกันจุนซูจะย้ำนักย้ำหนาว่า ถึงยังไงก็จะพาแจจุงมาดูการแสดงให้ได้ก็เถอะ
... คงไม่ได้หมายความว่าแค่มาดูการแสดงใช่มั๊ย??...
ยุนโฮเริ่มกระสับกระส่าย... เค้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่อยากให้แจจุงกลับมาดูการแสดงครั้งนี้เท่านั้น แต่เค้าต้องการให้ตั้งแต่จากนี้ไป แจจุงมาอยู่กับเค้าต่างหาก... แต่นั่นก็ต่อเมื่อยุนโฮทำหน้าที่ตรงนี้เสร็จแล้วเท่านั้น ยุนโฮหลับตาลงแล้วหายใจลึกๆ... น่าแปลกที่เค้ารู้สึกแย่ขึ้นมาอย่างประหลาด... ทั้งๆที่เวลาแบบนี้เค้าควรจะให้กำลังใจตัวเอง แต่ยุนโฮกลับเห็นภาพแจจุงกำลังจะจากเค้าไป
...ไอ้บ้าเอ๊ย!! คิดอะไรบ้าๆ!!~...
ยุนโฮยังคงนั่งด่าตัวเองอยู่ที่มุมห้องเงียบๆคนเดียว จนได้ยินเสียงอึนฮาเรียกนักแสดงและทีมงานทุกคนมารวมกันเป็นครั้งสุดท้าย... อีกไม่ถึงนาทีจะเริ่มการแสดงแล้ว ดูทุกคนตื่นเต้นพอๆกัน โดยเฉพาะอึนฮา เธอไม่พูดอะไรมาก มีเพียงสายตาที่แสดงให้รู้ว่าเธอมั่นใจว่าทุกคนต้องทำได้.. มือกว่าสิบคู่ประสานกันจนดูไม่ออกว่ามือใครเป็นมือใคร ก่อนจะมีเสียง “Hwiting” ดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้ชมจากด้านนอก
ม่านแดงเปิดออกแล้ว
ทันทีที่ยุนโฮก้าวขึ้นเวทีก็เหมือนวิญญาณนักแสดงเข้าสิง... เค้าแสดงได้ดีแทบไม่มีอะไรผิดพลาดจากที่เคยซ้อมไว้เลยสักนิดเดียว... ยุนโฮจดจ่อกับการแสดงไม่วอกแวกใดๆทั้งสิ้น... แต่ทันทีที่เข้ามายืนรอฉากใหม่ของตัวเองที่หลังม่านยุนโฮก็เปิดม่านแดงด้านข้างเวทีเพื่อเหลือบมองหาชางมิน จุนซู ยูชอนและแจจุงทันที... แต่ยุนโฮมองเท่าไหร่เค้าก็หาไม่เจอ... ไม่มีวี่แววของทั้ง 4 คนเลยสักนิด ยุนโฮถอนหายใจ
“มองหาแจจุงหรอ...” อึนฮาที่คอยกำกับการแสดงอยู่ข้างเวทีร้องทักขึ้นมา เธอหันมามองยุนโฮเพียงแค่แวบเดียว ก่อนจะหันไปสนใจทางด้านหน้าเวทีต่อ ยุนโฮพยักหน้ารับ... และแล้วยุนโฮก็สังเกตเห็นคน 5 คนที่วิ่งเข้ามาในหอประชุมท่าทางรีบร้อน... แม้จะมองจากบนเวทีแต่เค้าก็จำท่าทางของคนทั้ง 4 ใน 5 นั้นได้ดี... ชางมิน จุนซู ยูชอน แล้วก็...แจจุง!! ยุนโฮรู้สึกดีใจจนหัวใจพองโต ทั้ง 5 คนนั้น ดูลุกลี้ลุกลนโค้งให้คนที่เค้าเดินผ่านเพื่อแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ ยุนโฮมองอีกคนที่ไม่คุ้นตานั้นอย่างงงๆ เค้าไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงหรือชาย แต่ที่ยุนโฮมองนั่นก็เพราะคนๆนั้นกุมมือแจจุงไว้แน่นเลยทีเดียว เห็นแบบนั้นแล้วมันอดหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้... ยุนโฮพยายามสงบจิตสงบใจ
... เอาเถอะ... อย่างน้อยๆ แจจุงก็มาที่นี่แล้ว... มาอยู่ที่นี่ต่อหน้านายแล้วจริงๆนะยุนโฮ!!...
“จะถึงคิวนายแล้วนะ” อึนฮาสะกิดแขนยุนโฮ ก่อนจะหันไปคุยกับนักแสดงอื่นที่อยู่ข้างหลัง ยุนโฮยืนตรงหายใจเข้าปอดเต็มแรง ... ตอนนี้แจจุงมาอยู่ที่นี่แล้ว... อย่างน้อยนั่นก็ทำให้เค้าสบายใจไปได้เปราะหนึ่ง จากนี้ไปก็เหลือแค่ แสดงละครให้จบเท่านั้นเอง... อีกไม่กี่นาทีหลังจากเค้าแสดงเสร็จจะกอดแจจุงให้หายคิดถึงเลย... พอคิดได้แบบนี้ยุนโฮก็รู้สึกสมองปลอดโปร่ง มีกำลังใจขึ้นมาเป็นกอง
การแสดงก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น.... มีบางครั้งที่ยุนโฮเหลือบมองไปทางแจจุงบ้าง และดูเหมือนร่างบางจะรู้... เพราะยุนโฮรู้สึกเหมือนแจจุงโบกมือให้เค้าถึงแม้จะเป็นแค่ชั่วพริบตาเดียวก็เถอะ... ยุนโฮยังคงแสดงต่อไป... และทุกครั้งที่เค้าต้องเข้ามาเปลี่ยนชุด หรือ เข้ามาพักเปลี่ยนฉาก ยุนโฮมักจะแอบดูแจจุงจากหลังม่านเสมอ แม้จะไกลแต่ยุนโฮสังเกตได้ถึงอะไรสักอย่างที่แปลกไปบนใบหน้าของร่างบาง... แต่ก็เอาเถอะ... อีกแค่ 3 ฉากเท่านั้น... อีกแค่ 3 ฉาก การแสดงก็จะจบแล้ว... แล้วตอนนั้นเค้าก็จะวิ่งลงไปหาแจจุงได้ซะที...
และแล้วการแสดงละครเวทีก็เสร็จสิ้นลงท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมและรอยยิ้มแห่งความสำเร็จของทีมงานทุกคน นักแสดงและทีมงานยืนเรียงกันเป็นหน้ากระดานเพื่อโค้งขอบคุณผู้ชมและอาจารย์ ม่านแดงค่อยๆเลื่อนปิดช้าๆ เสียงปรบมือค่อยๆซาลง ก่อนจะเหลือเพียงเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ไปทั้งหอประชุม... ทางด้านหลังเวทีนั้นทีมงานทุกคนต่างกอดกันและชื่นชมกับความสำเร็จตรงหน้า ยุนโฮก็รู้สึกดีใจและประทับใจไม่แพ้คนอื่น แต่ในเวลาอย่างนี้เค้าอยากออกไปหาแจจุง... นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เค้าคิดได้ตอนนี้
ยุนโฮพยายามฝ่าฝูงคนข้างหลังเวทีออกไป แต่เค้าก็รู้สึกทำได้ยากเต็มที เพียงแค่ทีมงานก็เต็มหลังเวทีแล้ว ไหนจะยังมีพวกเพื่อนๆที่เข้ามาแสดงความยินดี กับญาติๆของนักแสดงอีก... แทบจะทุกๆสองก้าว ยุนโฮต้องฟังคำตีชมต่างๆ จากคนรู้จักมากมาย... บางคนพยายามแนะนำตัวกับเค้าแล้วยื่นนามบัตรให้ แต่ยุนโฮก็รับนามบัตรนั้นมาแบบส่งๆ เค้าเพียงแค่โค้งๆรับคำแบบขอไปที ในขณะที่สายตาก็กวาดไปทั่วเพราะหวังว่าพวกจุนซูอาจจะเข้ามาหลังเวทีนี้ก็ได้... แต่เค้าก็ไม่เห็นแม้เงา...
“ยุนโฮ!!~” น้ำเสียงคุ้นหูดังมาจากข้างหลัง... และนั่นเป็นน้ำเสียงของคนที่เค้าไม่อยากได้ยินเลยสักนิด... คิม เฮจิน
ยุนโฮหันไม่อยากจะหันไปเลย แต่เค้าก็ยอมหันไปตามเสียงเรียกเมื่อเธอเรียกเค้าเป็นครั้งที่สาม เฮจินวิ่งเข้ามาหายุนโฮทั้งๆชุดกระโปรงยาวสีขาวที่ใช้แสดงฉากสุดท้ายเมื่อครู่ เธอคว้าแขนข้างซ้ายของยุนโฮไว้
“เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ...” น้ำเสียงเหมือนจะเว้าวอนแต่ก็เด็ดขาดพอตามสไตล์ของเฮจิน ยุนโฮพยายามจะสะบัดมือออก เค้าไม่มีอะไรจะคุยทั้งนั้น... ไม่อยากจะยืดเยื้ออะไรอีกต่อไปแล้ว แต่เฮจินาสู้แรงสะบัดนั้น
“ฟังชั้นก่อนสิ!! ชั้นขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ... แล้วต่อจากนี้ไป...” เฮจินไม่พูดต่อ... แต่เธอมองยุนโฮด้วยสายตาวิงวอน ยุนโฮถอนหายใจก่อนจะหยุดยืนฟังเธอแต่โดยดี
“มีอะไร?” น้ำเสียงเค้ายังคงไร้เยื่อใยเหมือนที่ผ่านๆมา เฮจินมองตาก่อนจะหลบตายุนโฮ
“ไปคุยกันที่อื่นเถอะ” ว่าแล้วเธอก็จูงมือนำยุนโฮออกไปจากกลุ่มผู้คนมากมายที่หลังเวทีนั้น.... ซึ่งยุนโฮก็ยอมตามมาแต่โดยดี... เฮจินยังคงลากเค้าออกห่างจากผู้คนไปเรื่อยๆ จนมาถึงมุมอับของหอประชุมทางด้านหลังเวทีซึ่งมีฉากกั้นไว้เหมือนเป็นมุมพักผ่อนให้ทีมงาน พอเดินเข้ามาในนี้เฮจินก็ยอมปล่อยมือยุนโฮออกแต่โดยดี....
“ยุนโฮ.... ชั้นถามอะไรเธอแค่คำเดียว... ได้มั๊ย...” เฮจินพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยุนโฮเพียงแค่พยักหน้ารับแต่ยังคงไม่พูดอะไร
“เธอเคยรักชั้นบ้างมั๊ย?...” เฮจินพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม่เฮจินจะรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากจะได้ยินจากปากของยุนโฮชัดๆ เพื่อที่จะได้ยืนยันสิ่งที่เธอควรจะทำต่อจากนี้ไปซะที
“ขอโทษนะ...” ยุนโฮตอบ เค้าไม่อยากจะพูดออกมาว่าไม่รัก เพราะนั่นมันคงจะทำร้ายจิตใจของผู้หญิงคนนึงมากเกินไป... ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนช่างเห็นใจ คิดเล็กคิดน้อยตั้งแต่เมื่อไหร่...
“แจจุง...ใช่มั๊ย?” เฮจินพยายามสกัดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา ถึงยังไงเธอก็เข้มแข็งพอ... และเตรียมใจสำหรับคำตอบที่จะได้รับอยู่แล้ว ยุนโฮเพียงแค่พยักหน้ารับ...
“ยุนโฮ...ชั้นจะไม่ห้าม...ไม่รั้ง...ไม่ดึงดันให้เธออยู่...แต่ชั้นขอเธอแค่อย่างเดียว....ได้มั๊ย....จูบชั้นเป็นครั้งสุดท้ายที...คิดว่าชั้นเป็นแจจุงก็ได้...นะ....” เฮจินพูดด้วยน้ำเสียงเว้าวอน... น้ำในตาไหลออกมาเป็นทางอาบแก้มทั้งสองข้าง...
แม้ยุนโฮจะไม่ได้รัก แต่เค้าในตอนนี้ก็ไม่ได้เกลียดเฮจินซะทีเดียว และนี่ก็เป็นแค่คำขอสุดท้ายของเธอ... คำขอร้องที่จะปลดปล่อยยุนโฮจากเรื่องน่ารำคาญบ้าๆซะที ยุนโฮเขยิบร่างเข้าไปใกล้เฮจิน... มือหนายกขึ้นมาปาดน้ำตาที่แก้มของเธออย่างเบามือ
“เฮจิน...ยังมีผู้ชายดีๆอีกเยอะที่เค้ารอเธออยู่นะ...” ยุนโฮบอก เฮจินแค่เพียงพยักหน้ารับเพียงนิดเดียว ยุนโฮเชยคางเธอขึ้นมาจ้องเข้าไปในดวงตาที่ดูอ่อนโยนและยอมแพ้ทุกอย่างของเธอ ก่อนจะประกบริมฝีปากลงไป...
เพียงแค่สัมผัส...
ยุนโฮปล่อยสัมผัสสุดท้ายออก เค้ามองไปที่ใบหน้าเฮจินแต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อสายตาของเธอนั้นกลับมองผ่านเค้าไป... ไปจับจ้องอยู่ที่ด้านหลัง...
ยุนโฮหันกลับไปมองที่ด้านหลังเค้าด้วยสายตางงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เค้าประหลาดใจกว่านั้นก็เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าตัวเองในตอนนี้นั้นเป็นใคร... จุนซู ยูชอน ชางมิน และ...
...แจจุง!!!...
เพียงแค่สบตา เพียงแค่ทันได้เห็นน้ำใสๆไหลรินออกมาจากดวงตากลมโตของร่างบาง...เพียงแค่นั้น...แล้วร่างบางก็วิ่งออกไป
“แจจุง!!!” ยุนโอร้องเรียกชื่อด้วยความตกใจ ก่อนจะวิ่งตามแจจุงไปติดๆ ร่างบางวิ่งฝ่ากลุ่มคนมากมายที่ยืนออกันอยู่หลังเวที ยุนโฮพยายามแทรกตัวผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นออกไป จนพ้นกลุ่มคนมากมายนั้นออกมาถึงที่โล่งกว้าง มีแสงสว่างพอที่จะเห็นร่างบางที่วิ่งไปได้ชัด ยุนโฮเอื้อมมือออกไปคว้าแขนของร่างบางเอาไว้ทันที...
“ฟังชั้นก่อนนะ!!” ยุนโฮจับแขนแจจุงไว้แน่น แล้ววิ่งเข้าไปดักหน้าแจจุงที่ก้มหน้ามองพื้นนิ่ง ร่างบางไม่พูดอะไร ไม่แม้แต่จะเงยขึ้นมามองหน้ายุนโฮด้วยซ้ำ
“เมื่อกี๊นี่มัน...”
“ไม่ต้องพูด!! ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น! ชั้นไม่อยากฟัง!!!” แจจุงตะโกนลั่น ยกมือปิดหูเอาไว้แน่นเหมือนไม่อยากรับรู้อะไร ยิ่งเป็นแบบนั้นยุนโฮยิ่งปวดใจ เค้ามองไปที่แจจุงแทบไม่ละสายตา...ยุนโฮจับแขนทั้งสองข้างของแจจุงเอาไว้
“นายต้องฟังนะ... มันไม่ใช่อย่างที่นายคิด” น้ำเสียงฟังดูกระวนกระวายใจ ยุนโฮไม่อยากให้แจจุงเข้าใจผิดทั้งๆแบบนี้ แต่แจจุงที่ก้มหน้ายังคงส่ายหน้าปฏิเสธ
“เพราะชั้นไม่ใช่ผู้หญิงใช่มั๊ย... ใช่สิ... นายเคยบอกว่าไม่ชอบผู้ชาย... เพราะแบบนั้นใช่มั๊ย??..” แจจุงพูดเสียงสั่น
“ไม่ใช่!! ที่นายเห็นเมื่อกี๊ก็แค่จูบ...แค่จูบลานะ!! ก็แค่คำขอร้องครั้งสุดท้ายของเค้าก็แค่นั้นเอง...มันไม่ได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งเลยสักนิดนะ!!” ยุนโฮพยายามอธิบาย
แจจุงเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา แต่นั่นไม่สำคัญเท่ารอยแดงช้ำที่แก้มซ้ายของร่างบาง
“หน้านาย... ไปโดนอะไรมา??? ใครทำร้ายนายแจจุง... ใครทำร้ายนาย!!” ยุนโฮยกมือขึ้นมาสัมผัสที่แก้มแจจุงอย่างเบามือเพราะกลัวแจจุงจะเจ็บ แวบแรกที่เค้าเห็นรอยนี้ รู้สึกราวกับหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ... ใบหน้าของคนที่เค้ารัก... ทำไมถึงได้มีสภาพแบบนี้
แจจุงส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของยุนโฮ เค้าจะไม่ตอบคำถามใดๆของยุนโฮทั้งสิ้น จนกว่ายุนโฮจะตอบคำถามของเค้ามาซะก่อน
“นายเคยบอกชั้นเอง... ว่าจูบมันมีสำหรับคนรักกันไม่ใช่หรอ??...แต่นายก็จูบเค้า...” น้ำเสียงสั่นๆและท่าทีของแจจุง ทำเอายุนโฮรู้สึกเจ็บไปทั้งใจ แจจุงแทบจะทำให้เค้าขาดใจตายเพราะความเป็นห่วงซะตรงนี้ได้เลย... ยุนโฮสัมผัสที่แก้มช้ำอย่างทะนุถนอม ดวงตาจับจ้องไปที่
“มันไม่เหมือนกันนะ...ชั้นจูบเค้าแต่ไม่ได้คิดอะไรนะ...ก็แค่คำขอร้อง”
“งั้นที่จูบชั้น... นายก็คงคิดว่ามันเป็นแค่คำขอร้องของชั้นแค่นั้นใช่มั๊ย”
“ไม่ใช่นะ!! ชั้นจูบนายเพราะว่าชั้นรักนาย... ชั้นรักนายนะแจจุง!!” ยุนโฮพร่ำบอกคำว่ารักกับคนตรงหน้า เค้าจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่รื้นน้ำตาของแจจุงไม่กระพริบตา อยากแสดงให้เห็นว่าที่เค้าพูดมานั้นไม่ได้โกหกเลยสักนิด
“นาย...รักชั้นจริงๆหรอ...ชั้นเป็นผู้ชายนะ...” คำพูดของแจจุงเหมือนจะบอกให้ยุนโฮลืมตาขึ้นมาดูความจริง... ก่อนที่จะพูดจะยอมรับ... หรือตัดสินใจอะไร...
“รักสิ!... ถึงนายจะเป็นผู้ชาย ถึงนายจะเป็นอะไรชั้นก็รัก ขอเพียงนายยังเป็นแจจุง... เป็นคิม แจจุงแบบนี้... ชั้นรักนาย เพราะว่านายเป็นนายนะ... แจจุง... ชั้นรักนาย” น้ำในดวงตาแจจุงเริ่มเหือดแห้ง ร่างบางมองลึกเข้าไปในดวงตาของยุนโฮราวกับจะจับผิด
“รักชั้น...รักแค่ไหน??”
“รัก... รักเท่าฟ้าเลย... ชั้นรักนายนะ...รักเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะรักใครสักคนได้...รักนาย...รักนายจนจะสำลักความรักตายอยู่แล้ว....” ยุนโฮไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายความรู้สึกที่เค้ามี จะให้อธิบายเป็นคำพูดสักเท่าไหร่ก็คงไม่พอ
ดวงตาเศร้าของแจจุงเมื่อครู่ เริ่มกลับมามีแววสดใสอีกครั้งหนึ่ง
“แต่เดี๋ยวนายก็เบื่อชั้น...แล้วนายก็จะทิ้งชั้นไปใช่มั๊ย...” แจจุงทำน้ำเสียงงอนใส่ยุนโฮ ก่อนจะก้มหน้าลงไปมองพื้นอีกครั้ง
“ไม่นะ!! ชั้นไม่มีทางทิ้งนายหรอก! นายเป็นเหมือนชีวิตของชั้น....แล้วชั้นจะทิ้งนายไปได้ยังไง ...แจจุง... มองตาชั้นสิ... เห็นมั๊ย... ยุนโฮคนนี้เคยโกหกอะไรนายหรอ?” น้ำเสียงของยุนโฮเริ่มอ่อนโยนลงเรื่อยๆ แจจุงส่ายหน้า
...ไม่เคย...
“ใช่มั๊ย? ชั้นไม่เคยโกหกนาย... ชั้นอยากให้นายเชื่อนะ... ชั้นรักนาย... และจะรักนาตลอดไป... จะปกป้อง ดูแลนาย เท่าที่ผู้ชายคนนึงจะทำให้คนที่เค้ารักได้จนสุดความสามารถ... นายจะเชื่อใจชั้นมั๊ย??” ยุนโฮจับไหล่สองข้างแจจุงไว้แน่น ร่างบางยิ้มบางๆแล้วพยักหน้ารับ
ยุนโฮยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ เค้าจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตของแจจุง ฝ่ามือยังคงประคองแก้มช้ำไว้อย่างทะนุถนอม แจจุงยิ้มเขินๆแต่ก็ไม่หลบสายตา ร่างบางทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง... แต่ก็งึมงำๆอยู่นาน
“ชะ...ชั้นก็รักนายนะยุนโฮ...รักนาย...รัก....” แจจุงพูดด้วยน้ำเสียงเขินอาย พวงแก้มทั้งสองข้างเป็นสีแดงจัด ยุนโฮที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มแก้มปรี มือหนาอีกข้างคว้าเอวบางเข้ามาประชิดตัว
“ชั้นรักนายนะ..แจจุง” ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและฟังดูอบอุ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำ จ้องมองใบหน้าแจจุงที่อยู่ห่างจากใบหน้าเค้าเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนจะค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้...ประทับริมฝีปากลงไปบนริมฝีปากของร่างบาง...
นุ่มนวล..อ่อนโยน...เนิ่นนาน...
ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเฮลั่นหอประชุม
...เห??...อะไรนะ???....เสียงปรบมือ!!??...
ยุนโอละริมฝีปากออกก่อนจะหันไปทางต้นเสียง... แล้วสิ่งที่ทำให้เค้าตกใจจนแทบจะกลายเป็นหมีสติแตกนั่นก็เพราะกลุ่มคนข้างล่างที่ยืนอยู่ข้างล่างเวที... ไม่ใช่ใครที่ไหน... ก็พวกทีมงามและนักแสดง...
...แต่เมื่อกี๊อยู่หลังเวทีกันไม่ใช่หรอ???...
...ห๊ะ!! เวที???....
ยุนโฮเพิ่งสังเกตนี่เค้ากำลังยืนอยู่บนเวทีที่เพิ่งจะแสดงจบไปเมื่อครู่... ร่างหนากวาดสายตาไปรอบตัว ม่านแดงที่ปิดก็เปิดออก และที่สำคัญตรงจุดที่เค้ายืนอยู่กับแจจุงนั้นก็มีสปอร์ตไลท์ส่งลงมาตรงจุดนั้นจุดเดียวพอดีอีกต่างหาก...ยังกับว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจงใจแบบนั้นแหละ!
ยุนโฮหันมองทางแจจุงที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ร่างบางแสดงท่าทีเขินอาย นิ้วชี้หมุนผมไปมาอย่างเขินๆ ก่อนจะมองไปทางกลุ่มคนข้างล่างอีกครั้ง ... ยุนโฮเพิ่งสังเกตอะไรๆได้จริงๆว่าหน้าสุดของเวทีเลย มีชางมิน จุนซูและยูชอนยืนโบกมือให้เค้าอยู่ ใบหน้าทั้งสามคนดูระรื่นผิดปกติ แล้วจุนซูกับยูชอนก็เริ่มทำท่าล้อเลียนยุนโฮกับแจจุงเมื่อครู่...ทำเอายุนโฮที่เห็นแบบนั้นถึงกับโกรธจัดจนหน้าแดง
...นี่ชั้นโดนแกล้งงั้นหรอ!!!...
“เงียบ!! นี่พวกนายเห็นชั้นเป็นอะไรเนี่ย?? สนุกมากรึไงห๊ะ!! ที่เอาความรู้สึกคนอื่นมาล้อเล่นแบบนี้เนี่ย!! เห็นชั้นเป็นตัวตลกรึไง!!!!!!!!~” ยุนโฮตวาดลั่นจนทั้งหอประชุมเงียบกริบ จุนซุกับยูชอนที่ทำท่าล้อเลียนเมื่อครู่ก็เลิกทำแล้วยืนนิ่งเหมือนคนสำนึกผิด
ยุนโฮมองไปที่คนพวกนั้นอย่างโกรธจัด... เค้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะถูกแกล้งได้ถึงขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะถูกเอาความรู้สึกของตัวเองมาล้อเล่นแบบนี้
“ชะ...ชั้นขอโทษ” แจจุงพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ร่างบางนั้นสั่นเทิ้มเพราะความกลัว ยุนโฮหันมามองแจจุงด้วยท่าทางตกใจ สีหน้าผ่อนลงทันที
“ชั้นไม่ได้ว่านายนะ...ชั้นหมายถึงคนพวกนี้ต่างหาก!!” ยุนโฮชี้ไปที่กลุ่มคนข้างล่าง
“แต่พวกเค้าทำเพราะอยากจะช่วยชั้น... ยุนโฮว่าพวกเค้าก็เท่ากับว่าชั้นด้วยน่ะสิ” ร่างบางเริ่มทำท่างอแงอีกครั้ง ทำเอายุนโฮแทบอยู่ไม่สุข
“ไม่ใช่นะ... ชะ... ชั้นไม่ได้ว่าใครทั้งนั้นแหละ” ยุนโฮพยายามปลอบแจจุงที่ยืนก้มหน้าสองมือปิดหน้าไว้
“ยุนโฮ.... ไม่โกรธนะ...” แจจุงเงยหน้าขึ้นมาถาม ยุนโฮรีบพยักหน้ารับทันที
“ไม่โกรธ....ไม่โกรธ...นายอย่าร้องไห้นะ... ชั้นไม่ได้โกรธนาย... ไม่ได้โกรธใครทั้งนั้นแหละ... อย่าร้องนะ!” ยุนโฮคว้าแจจุงเข้ามากอดไว้แน่น ร่างบางกอดกกลับ ซบลงบนไหล่ยุนโฮ ก่อนจะหันลงไปทางข้างล่างเวที ยิ้มกว้างแล้วชูสองนิ้วให้จุนซู ยูชอน ชางมิน และฮีซอล... ทั้ง 4 คนชูนิ้วโป้งหลับ... ก่อนจะขยิบตาให้แจจุงคนละที
กลุ่มคนข้างล่างที่ถูกจุนซูเรียกมานั้นเมื่อเห็นว่าละครเรื่องนี้จบลงอย่างมีความสุขก็เริ่มแยกย้ายกันไปคนละทาง... จุนซู ยูชอน ชางมินและฮีซอลปีนขึ้นมาบนเวที
“ยุนโฮ!! ชั้นถ่ายวิดีโอฉากเมื่อกี๊ไว้หมดแล้วนะ... เกิดนายไม่ทำตามที่พูดหล่ะก็...น่าดู!!” อึนฮาที่ยืนอยู่ข้างล่างชูกล้องวีดีโอในมือให้ยุนโฮดู... ยุนโฮที่เห็นแบบนั้น จะโกรธแต่ก็โกรธไม่ออก... ยุนโฮไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มๆให้อึนฮาเพียงแค่นั้น อึนฮาโบกมือลาแจจุงก่อนจะปล่อยให้คนที่ยืนอยู่บนเวทีนั้นได้เคลียร์เรื่องต่างๆกันเอง
“เฮ้อ... ในที่สุด... คุณพ่อก็เป็นฝั่งเป็นฝากับเค้าไปซะที!!” ชางมินทำท่าปาดน้ำตา มืออีกข้างก็ตบไหล่ยุนโฮเบาๆ จุนซูกับยูชอนหัวเราะร่า ยุนโฮปล่อยมือที่กอดแจจุงออก
“ยังไม่จบนะ!! ใครเป็นคนคิดแผนบ้าๆนี่ ห๊ะ!!” ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งโกรธ จุนซู ชางมิน และยูชอนมองหน้ากันก่อนจะยักไหล่
“ก็แล้วจะรู้ไปทำเพื่อ?? ถึงยังไงนายก็ได้แจจุงกลับมาแล้ว... ได้กลับมาอย่างถาวรเลยด้วย... รู้ไว้แค่นั่นก็พอแล้วมั้ง” จุนซุทำเสียงแหลมแบบตั้งใจให้มีพิรุธซะเหลือเกิน
“แต่!!....”
แต่แล้วยุนโฮก็พูดอะไรไม่ออก เมื่อแจจุงเอื้อมมือมากอดเอวเค้าไว้แน่น ศีรษะซบลงบนอกหนา
“ยุนโฮ...ชั้นรักนายจังเลย...” ร่างบางพูดเสียงอ้อนๆ ทำเอายุนโฮที่กำหมัดแน่นเมื่อครู่ถึงกับมือสั่น ร่างกายอ่อนระทวยไปหมด จนแทบจะละลายฮวบลงไปกองกับพื้นซะเดี๋ยวนั้นเลย
“กลับบ้านนะ...” แจจุงบอก ยุนโฮพยักหน้ารับแต่โดยดี
“กลับบ้าน... ใช่ๆ กลับบ้านเรากันนะ....” ยุนโฮตอบ แจจุงยิ้มร่าคว้ามือยุนโฮไว้แล้วแทบจะเป็นคนจูงยุนโฮลงไปจากเวทีซะเอง
“เอ่อ... เดี๋ยว!!” ยุนโฮหยุดเดินก่อนจะหันไปมองทางจุนซู ยูชอนและชางมิน ทำเอาทั้ง 3 คนที่เดินตามมาข้างหลังสะดุ้งเฮือก
“...ขอบใจนะ...” เพียงคำพูดเดียวแต่ก็สื่อความรู้สึกขอบคุณทั้งหมดออกมาได้ ทั้ง 3 คนยักไหล่รับเป็นเชิง
“ไม่เป็นไรหรอก... บุญคุณต้องทดแทน...เค้นต้องชำระ” ยูชอนบอก ยุนโฮยิ้มรับก่อนจะจูงมือแจจุงลงจากเวทีไป
“ที่นายพูดเมื่อกี๊หมายว่าว่าไงน่ะ??” จุนซูถาม สีหน้าดูจะสงสัยกับประโยคเมื่อครู่มาก แต่ยูชอนส่ายหน้า
“ไม่รู้เหมือนกัน จำมาจากหนังจีนเมื่อคืนอะ เห็นมันฟังดูเท่ๆดี...เป็นไงๆ ชั้นพูดเมื่อกี๊ เท่ป้ะหล่ะ”
“หง่ะ...” จุนซูเบ้หน้าแต่ยูชอนกลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“เอ่อ... งั้น...ชั้นกลับแล้วนะ... ยังไงก็ฝากแจจุงด้วยนะ...” ฮีซอลที่ยืนเงียบไม่มีบทอยู่นานพูดขึ้นมา
“อ้าว...จะกลับแล้วหรอฮะ...ไม่แวะไปที่บ้านก่อนหรอ???” จุนซูถามแต่ฮีซอลยิ้มแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
“แค่ได้เห็นแจจุงมีความสุขผมก็ดีใจแล้ว... แล้วผมก็ไว้ใจพวกคุณด้วย... ผมเชื่อว่าน้องชายผมอยู่กับพวกคุณคงมีความสุข... ยังไงก็ฝากดูแลแจจุงด้วยนะครับ” ฮีซอลโค้งให้ ทั้ง 3 คนรีบโค้งรับอย่างไว
“เอ่อ... ถ้างั้นยังไงก็แวะมาที่บ้านได้นะครับถ้ามีเวลา... ส่วนเรื่องที่อยู่ก็...” ยูชอนพูดแล้วโยนกุญแจรถของเค้าให้ชางมิน
“ถามชางมินเอาแล้วกันนะครับ” ว่าแล้วยูชอนกับจุนซูก็วิ่งตามแจจุงกับยุนโฮออกไป มิ้งให้ฮีซอลยืนอยู่บนเวทีกับชางมินสองคน
“อะ...เอ่อ...ให้...ให้ผมไปส่งพี่นะฮะ” ชางมินพูดด้วยท่าทางตะกุกตะกักฟังดูเขินอายกับคำพูดของตัวเอง
“ไปส่งไหน?? วันนี้พี่ไม่มีงาน!” ฮีซอลตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฮย ทำเอาชางมินที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรอึ้งไปพักใหญ่ พอเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วฮีซอลก็แอบหันไปยิ้มอีกทาง ก่อนจะปั้นหน้านิ่งหันกลับมาอีกรอบ
“พี่หิวแล้วหล่ะ...”
“ฮะ???” ชางมินถามน้ำเสียงงงๆ
“หิวแล้ว... แถวนี้มีร้านอาหารอร่อยๆมั๊ย??” ชางมินพยักหน้ารับ ฮีซอลจึงเดินไปที่บันไดเวที ก่อนจะหันหลังกลับมาทางชางมินที่ยืนนิ่ง
“เอ้า! แล้วจะให้พี่เดินไปเองหรอ??”
พอได้ยินแบบนั้นชางมินก็ถึงบางอ้อ ร่างสูงขานรับเสียงใสก่อนจะวิ่งไปหาฮีซอลด้วยท่าทางร่าเริง
“นี่... แผนพวกนายมันเริ่มตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย??” ยุนโฮที่นั่งอยู่เบาะหลังกับแจจุงถามจุนซูกับยูชอนที่นั่งเบาะหน้า... เค้าจับไม่ถูกจริงๆ ดูเหมือนว่า อะไรๆก็ดูบังเอิญและเป็นใจให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปซะหมด จุนซูหันหลังกลับมามองแล้วยิ้มแก้มปริ
“ก็ตั้งแต่ที่ชั้นไม่รับโทรศัพท์นาย... ตั้งแต่ตอนนั้น... ทุกอย่างก็ดำเนินตามแผนมา... เป๊ะๆเลยหล่ะ!”
“เห?? นายจะบอกว่าที่เฮจินลากชั้นไปก็อยู่ในแผนนายงั้นหรอ???” ยุนโฮขมวดคิ้ว
“ช่าย.... อันนี้ต้องขอบคุณชางมินนะ... ชั้นไม่รู้หรอกว่าชางมินไปพูดอะไรน่ะ... แต่ดูเหมือนหลังจากที่ชางมินคุยกับเฮจินเสร็จ รายนั้นเค้าก็ยอมถอดใจจากนายไปเองน่ะ”
“แล้วถ้างั้น... ไอ้จูบนั่นหละ?? อย่าบอกนะว่า....”
...อยู่ในแผน!!...
“ถูก!!” จุนซุกับยูชอนประสานเสียงตอบพร้อมกันแบบไม่ต้องรอให้ยุนโฮถามจบเลยด้วยซ้ำ ยุนโฮที่ได้ยินแบบนั้นก็ตั้งท่าจะต่อว่าต่อเต็มที่ แต่แจจุงเอื้อมมือไปกิดเอวยุนโฮไว้ ทิ้งศีรษะพิงลงบนไหล่กว้าง
“ยุนโฮไม่โกรธใช่มั๊ย??” น้ำเสียงไร้เดียงสาของแจจุงนั้นทำเอายุนโฮถึงกับอ่อนลงในทันที
“อืม... ไม่โกรธ” ยุนโฮยิ้มแล้วกอดตอบร่างบางไว้แน่น.. จุนซูกับยูชอนที่เห็นแบบนั้นก็หันมามองหน้ากันแล้วยิ้ม
“ยุนโฮดูเหนื่อยๆนะ... นอนไม่พอหรอ? จะหลับก็ได้นะ... เดี๋ยวถึงบ้านแล้วชั้นปลุก” ยุนโฮอยากจะตอบปฏิเสธไป แต่ก็จริงอย่างที่แจจุงพูดนั่นแหละ ร่างกายเค้าในตอนนี้นั้นอ่อนล้ามาก คงเพราะไม่ได้นอนเกือบ 2 วัน ยุนโฮจึงหลับไปทั้งๆที่กอดแจจุงไว้แน่น ราวกับว่าถ้าปล่อยกอดออกแล้วแจจุงจะหายไปเป็นครั้งที่ 2 อย่างนั้นแหละ
“แล้วพี่ฮีซอลหล่ะ?” แจจุงถาม เค้าเพิ่งสังเหตุเห็นว่าฮีซอลกับชางมินนั้นไม่ได้มาด้วย
“ให้ชางมินไปส่งแล้ว” จุนซูตอบแต่แจจุงขมวดคิ้ว
“แต่ว่าวันนี้พี่ฮีซอลไม่มีงานนะ... วันนี้วันหยุด พี่เค้าไม่มาด้วยหรอ??” ยูชอนกับจุนซูมองหน้ากัน อย่างสงสัย ถ้าไม่มีงานแต่ทำไมทำท่าเหมือนจะรีบกลับหล่ะ... จุนซูจึงกดโทรศัพท์ไปหาชางมิน... ถามเพียง 2-3 คำ แล้วชางมินก็ตัดสายไป
“ชางมินบอกว่าจะพาฮีซอลไปทานข้าวน่ะ...” จุนซูหันมาบอกแจจุง แจจุงที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง
“ถ้าพี่ฮีซอลชอบชางมินก็คงดีเนอะ”
“เห?? ทำไมหล่ะ??” จุนซูกับยูชอนถามพร้อมกัน
“ก็เผื่อว่าพี่ฮีซอลจะได้เลิกทำงานนี้ไง... เหมือนที่ชั้นได้มาเจอยุนโฮ... มันทำให้ชั้นไม่อยากทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว... ถ้าพี่ฮีซอลมีคนที่รักเหมือนกัน... อาจจะคิดแบบนั้นก็ได้...” แจจุงตอบ ถึงแม้เค้าจะรู้ว่านี่นเป็นเพียงความคิดเห็นของเค้าเองคนเดียว แต่เค้าก็ภาวนา...ภาวนาว่ามันจะเป็นแบบที่คิดจริงๆ
“ยุนโฮ!! ถึงบ้านแล้วนะ” แจจุงสะกิดร่างยุนโฮที่นอนกอดเค้าไว้แน่น ยุนโฮสะลึมสะลือลืมตาตื่นขึ้นมามอง... แจจุงเอื้อมมือไปเปิดประตูรถฝั่งยุนโฮ แล้วกันร่างหนาออก
“อือ..อยากนอนต่ออะ” ยุนโฮหันหลับมากอดแจจุงเอาไว้ใหม่
“ไปนอนในบ้านสิ!” แจจุงดันตัวยุนโฮออกอีกครั้งแล้วดันร่างหนาออกไปนอกประตู ยุนโฮเลยยอมก้าวลงจากรถแต่โดยดีก่อนจะจูงมือแจจุงเข้าบ้านตามจุนซูและยูชอนไป
“ชั้นหิวข้าวอะ” ยูชอนหันมาทางแจจุง ร่างบางยิ้มให้
“งั้นเดี๋ยวชั้นทำให้ทานนะ... ยุนโฮอยากกินอะไร?” แจจุงหันไปถาม
“อยากกินแจจุง” คำตอบของยุนโฮทำเอาพวงแก้มทั้งสองข้างของแจจุงเป็นสีแดงเจ้ม ยูชอนหันไปมองทางจุนซู
“งั้น... ชั้นกินปลาก็แล้วกัน!!” ว่าแล้วยูชอนก็คว้ามือจุนซูก่อนจะโบกมือลาทั้งสองคนแล้วเข้าห้องนอนของทั้งคู่ไป ยุนโฮหันมามองแจจุงที่ยืนยิ้มเขินๆบิดไปมา
“ยุนโฮง่วงไม่ใช่หรอ?... ถ้างั้นเข้าไปนอนนะ...” แจจุงบอกทั้งๆที่ใบหน้าแดงเข้ม
“หายง่วงแล้ว...หิวมากกว่า”
“ก็...เดี๋ยวทำอาหารให้...จะกินอะไรหล่ะ?”
“กินแจจุง!” ยุนโฮยังคงยืนยันคำตอบเดิม ว่าแล้วก็ช้อนร่างบางขึ้นอุ้มเข้าห้องนอนไปเลย
ยุนโฮที่นอนทับบนร่างบาง สองมือที่กดแขนร่างบางลงกับเตียง ดวงตาจิกคอมจ้องมองไปที่ดวงตากลมโตฉายแววมีความสุขของคนตรงหน้าไม่กระพริบ ใบหน้าแจจุงชุ่มไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจกระชั้น
“แจจุง...ชะ...ชั้นรักนายนะ...ดีใจที่นายกลับมา...จากนี้ไป...อยู่ที่นี่ด้วยกันนะ....อย่า...อย่าไปไหนอีกเลยนะ..”
“อะ..อืม...ไม่ไปแล้ว...ไม่ไปไหนทั้งนั้น...ชะ...ชั้นจะอยู่กับยุนโฮ...ตลอดไป....มะ...ไม่ไปไหนแล้ว...ชั้นรักนาย...อื้อ...ชั้นรักนายนะ....”
ยุนโฮจับแขนทั้งสองข้างของแจจุงโอบรอบคอเค้าไว้ ร่างบางกอดคอยุนโฮไว้แน่น... จะไม่มีทางปล่อยมือคู่นี้ไปอีกแล้ว... ทั้งสองคนยังคงพร่ำบออกคำว่ารักและถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆให้แก่กันท่ามกลางเสียงลมหายใจ เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ และกลิ่นเหงื่อของคนสองคนภายในห้องนอน...ภายในบ้านเล็กๆหลังนี้
จากความใกล้ชิดที่แปรเปลี่ยนมาเป็นความรักของคนทั้งคู่ แม้ช่วงเวลาที่ความรักได้ก่อตัวขึ้นมานั้นจะรวดเร็วเพียงแค่ชั่วลมหายใจของใครบางคน...แต่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จะเป็นที่จดจำและประทับอยู่ในใจของทั้งคู่ไปอีกจนตราบนานเท่านาน...
The End
edit @ 19 Aug 2011 15:05:20 by OnCe*ZeROX